[Trip] Japan : 02 วัดนาริตะซัง

posted on 12 Mar 2011 07:43 by bittersherbetz  in Travel
(สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ภาพจากสำนักข่าว NHK)

          สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้ทุกคนคงทราบข่าวกันแล้วนะครับ ที่เกิดเ้หตุแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ที่ประเทศญี่ปุ่น และก่อให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 10 เมตรตามมา ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2554 เวลาประมาณ 14.46 ของญี่ปุ่น ก็ประมาณ 12.26 ที่บ้านเรานะครับ (เวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าที่ไทย 2 ชั่วโมง) ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสลดใจมาก ๆ เลยนะครับ ธรรมชาติบางครั้งก็ดูโหดร้าย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งที่มนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งอย่างเราทำได้ก็คือ ส่งแรงใจแล้วก็ร่วมใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ดีอย่างประเทศญี่ปุ่น คงทำได้เพียงภาวนาให้คนญี่ปุ่นและชาวไทยที่นั่นปลอดภัยกันทุกคนนะครับ..
 
          ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่.. วันนี้ผมจะพาทุกคนไปชมวัดนาริตะซังนะครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิหรือเปล่า ผมรับรองครับว่าทุกคนปลอดภัยแน่นอน (ฮา)
 
(ความเรียบร้อยของบ้านเมืองในญี่ปุ่น)
 
          เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริงๆว่า.. ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาดมาก! ผมตื่นเช้าขึ้นมารับประทานอาหารของโรงแรม จากนั้นก็เช็กเอ้าท์ออกจากโรงแรมนาริตะการ์เด้น เดินทางจากโรงแรมไม่ไกลก็จะไปถึงวัดนาริตะซังนะครับ ระหว่างทางก็รู้สึกประทับใจมาก ถึงแม้จะเพิ่งมาเหยียบแดนซากุระเป็นวันแรก แต่หลังจากเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศเขาแล้ว.. รู้สึกประทับใจจริงๆ เหมือนผู้คนที่นั่นถูกปลูกฝังมาให้รู้จักรักความสะอาด ไม่มักง่าย ทิ้งขยะลงถังเสมอ และนอกจากทิ้งลงถังแล้ว ยังมีการแยกขยะด้วย โอ้! ผมว่าถ้าเมืองไทยมีคนนิสัยแบบชาวญี่ปุ่นสักครึ่งประเทศ ประเทศคงเจริญกว่านี้หลายเท่าเลยล่ะครับ (ฮา)
 
(ประตูใหญ่ ทางเข้าวัดนาริตะซัง)
 
          เดินทางไม่นาน ผมก็มาถึงวัดนาริตะซังแล้ว (เฮ) วัดนี้เป็นวัดพุทธนะครับ เป็นวัดที่ดังมากของภาคคันโต ซุ้มประตูทางเข้าวัดใหญ่จริงๆครับ ทำจากไม้สน เขาบอกว่าวัดนาริตะซังนั้น มีอายุมากกว่า 1,000 ปีแล้ว เป็นวัดที่ใช้บูชาเทพเจ้าแห่งไฟ
 
(หลังจากผ่้านประตูใหญ่มาก็จะพบทางเดินไปสู่วิหาร)
 
          เดินตรงเข้ามาเรื่อย ๆ จะพบกับวิหารเล็ก ๆ นะครับ มีโคมแดงแขวนอยู่ ก่อนจะเข้าไปในเขตวิหาร เราก็จะต้องทำการล้างมือ บ้วนปาก ชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกายก่อนนะครับ เขาจะมีศาลาเล็กๆไว้ให้ ให้เราตักน้ำโดยใช้กระบวยล้างมือและบ้วนปาก ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะไม่สะอาดนะครับ เพราะเขามีการฆ่าเชื้อแล้ว
 
          เดินเลยวิหารไป จะมีสะพานข้ามบ่อน้ำ ทางซ้ายขวาก็จะมีหินที่ลักษณะคล้ายเต่าอยู่ตรงกลางบ่อ เชื่อว่าถ้าใครขอพรแล้วโยนเหรียญให้ไปตกลงบนกระดองของเต่าหินได้ โดยไม่กระเด้งตกน้ำ คำขอนั้นก็จะเป็นจริงนะครับ (ส่วนตัวจขบ.โยนไป 3-4 เหรียญ ตกน้ำทุกเหรียญ ฮา)
 
(เจดีย์ด้านขวาของวิหาร)
 
          พอเดินจนสุดสะพาน ก็จะมีบันไดยาวให้เดินขึ้นเนินมานะครับ พอมาจนถึงด้านบน ก็จะพบลานกว้าง ด้านขวาก็จะเป็นเจดีย์สูงๆ ในภาพประกอบเลยนะครับ ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าไปยังวิหารใหญ่ได้นั้นเราก็จะต้องไปรับควันธูปเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองก่อนนะครับ โดยให้ใช้มือไปกวักควันธูปให้เข้าหาตนเอง เป็นความเชื่อว่า เป็นการกวักสิ่งดีๆและเงินทองให้ไหลเข้าตัวเอง
 
(วิหารใหญ่)
 
          มองตรงไปก็จะเจอวิหารใหญ่ ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนานะครับ วิหารนี้สร้างขึ้นจากไม้สนทั้งหลัง ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่น ประเทศนี้เขามีการดูแลรักษาสภาพของโบราณสถานอะไรต่างๆไว้ได้ดีมากครับ
 
(ภายในวิหารใหญ่)
 
          ภายในวิหารใหญ่ ช่วงที่ผมไปนั้นก็กำลังมีประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่นะครับ ในรูปนี้คือระหว่างเตรียมตัวประกอบพิธีครับ
 
(คณะสงฆ์ เจ้าอาวาส)
 
          หลังจากเตรียมการพิธีอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีพระมาเคาะระฆังนะครับ หลังจากนั้นคณะเจ้าอาวาสก็จะเดินทางเข้าไปในวิหารเพื่อประกอบศาสนพิธี (เจ้าอาวาสคือคนที่เดินอยู่ใต้ร่ม) ผมสังเกตเห็นว่าชุดของพระสงฆ์ที่นี่ มีสีสันสดใสมากเลยทีเดียว (ฮา)
 

(แผ่นหินสลักที่นำมาทำเป็นกำแพง)
 
(วิหารเล็กๆที่เรียงรายอยู่บริเวณวัด)
 
          เดินเลยวิหารไปอีกหน่อย ก็จะพบกับวิหารขนาดกลางๆนะครับ เรียงรายอยู่บริเวณหลังวิหารใหญ่ ทั่วบริเวณวัดมีการจัดสวนญี่ปุ่นที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ร่มรื่น
 
(ดาบที่ใช้บูชาเทพเจ้าแห่งไฟ)
 
          เป็นอันจบการท่องเที่ยวที่วัดนาริตะซังนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่รับชม คราวหน้าผมจะพาไปยังเมืองโตเกียว ไปชมวัดอาซากุซ่า วัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว อย่าลืมติดตามชมนะครับ..
 
ปล.หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี่นะครับ เรื่องรายละเอียดก็จำไม่ได้มากเท่าไร
 
 
Bitter SherbetZ `
12.03.11

[Trip] Japan : 01 เมืองนาริตะ

posted on 11 Mar 2011 08:04 by bittersherbetz  in Travel
          เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้วนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศมา นั่นก็คือประเทศญี่ปุ่น (Japan) ผมชอบประเทศนี้มากครับ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ที่ญี่ปุ่น ผู้คนเค้าน่ารักมาก บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อย ทำอะไรเป็นระบบระเบียบ ถ้าหากประเทศไทยจะพัฒนาและหาแบบอย่างที่ดีล่ะก็.. ผมคิดว่าญี่ปุ่นนี่แหละ เป็นประเทศที่น่าเอาเป็นแบบอย่างที่สุด
 
          ผมไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณตี 5 ขึ้นเครื่องของการบินไทย เที่ยวบิน TG 676 เครื่องออกประมาณ 7 โมงครึ่ง ยอมรับว่าการบินไทยนั้นบริการดีมาก แล้วอาหารบนเครื่องก็อร่อยด้วย ผมแนะนำคือ ออมเล็ต อร่อยมาก ! เป็นออมเล็ตชีสนะครับ พร้อมกับไส้กรอก มะเขือเทศแล้วก็มันบด ของหวานเป็นผลไม้กับโยเกิร์ต

(ออมเล็ต - อาหารกลางวันของการบินไทย)
 
          เราไปถึงสนามบินนาริตะที่ญี่ปุุ่นเวลา 15.45 เวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าเวลาที่ไทยประมาณ 2 ชั่วโมงนะครับ หลังจากที่ทำธุระอะไรต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าพักที่โรงแรมนาริตะ การ์เด้น ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไม่ไกลมาก อาหารมื้อค่ำของเรา รับประทานในโรงแรม เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แค่มื้อแรกเราก็ประทับใจแล้ว เพราะมีอาหารให้เลือกทานหลากหลายมาก หลังจากทานเสร็จก็ไปเดินเล่นในโรงแรม ที่ญี่ปุ่น การหยอดกาชาปอง (หยอดตู้ไข่) เป็นที่นิยมมาก ร้านค้าหลายๆที่จะมีตู้กาชาปองตั้งอยู่หน้าร้าน ของรางวัลก็น่ารักๆทั้งนั้น จริงๆแล้วผมก็คิดจะไปหยอดอยู่เหมือนกัน แต่ก็ลืม (ฮา)
 
(ตู้กาชาปองภายในโรงแรมรูปสนูปปี้)
 
          หลังจากเดินเล่นในโรงแรมเสร็จแล้ว ผมก็เลยอยากจะออกไปสูดอากาศญี่ปุ่นยามค่ำคืนดูบ้าง ห่างจากโรงแรมไม่กี่เมตร มีมินิมาร์ทอยู่แห่งหนึ่ง ผมก็เลยขอแวะเข้าไปดูเสียหน่อย ภายในมินิมาร์ทคนไม่ค่อยเยอะมากครับ สิ่งแรกที่ประทับใจก็คือ ความมีอัธยาสัยดีของพนักงาน เพียงแค่ผมก้าวเข้าไปไม่ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยว เขาก็จะกล่าวต้อนรับแล้วก็ยิ้มให้ บริการดีมากเลย ภายในร้านก็คล้าย เซเว่นบ้านเราแหละครับ เพียงแต่ว่ามี...
 
(แผงหนังสือในร้านมินิมาร์ท)
 
          พอซื้อขนมซื้ออะไรต่างๆเสร็จแล้ว ผมก็เลยเดินกลับโรงแรม ระหว่างทางก็ไปสังเกตเห็นโรงแรมฝั่งตรงข้าม เป็นโรงแรมที่ตกแต่งแบบวันคริสต์มาส ชื่อโรงแรม Hotel Chapel Christmas ด้านหน้าโรงแรมมีซานตาคลอสตัวใหญ่ยืนอยู่ ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ
 
(โรงแรมคริสต์มาส)
 
          หลังจากถ่ายรูปอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็พักผ่อนหลังจากเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน วันนี้ยังไม่มีอะไรมากนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปวัดนาริตะซัง เป็นวัดที่เก่าแก่มีอายุกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียว ขอบคุณทุกท่านที่มาชมนะครับ

ปล.รูปถ่ายทั้งหมดในบล็อกนี้อาจจะไม่ค่อยชัดนะครับ เพราะต้องปรับความละเอียดลง เดี๋ยวเนื้อที่จะไม่พอ รูปทั้งหมด ถ่ายด้วยตัวเองนะครับ ใช้กล้อง iPhone ครับ
 
 
Bitter SherbetZ `
11.03.11
(โปสเตอร์หนังเรื่อง The Mist)
 
          เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา.. ด้วยความเบื่อที่ต้องอยู่บ้านทั้งวัน ผมจึงตัดสินใจออกไปเช่าหนังมาดูสักเรื่องแก้เบื่อ ระหว่างเดินเลือกอยู่นั้นก็ไปสะดุดตากับเรื่องหนึ่ง จึงเลือกเรื่องนั้นมาดู ซึ่งก็คือเรื่อง The Mist : มฤตยูหมอกกินมนุษย์ (หนังค่อนข้างเก่า ปี 2007 หลาย ๆ คนอาจดูแล้วก็ขออภัยด้วย) สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดู แล้วชื่นชอบภาพยนตร์ประเภท Thriller / Sci-Fi / Horror ผมมั่นใจได้เลยว่า หนังเรื่องนี้ต้องถูกใจคุณอย่างแน่นอน..
 
          แผ่นป้ายโฆษณาของหนังเรื่องนี้เป็นรูปของชายคนหนึ่งผู้เป็นพ่อ อุ้มลูกไว้ในอ้อมกอด มองออกไปนอกหน้าต่าง ในวันที่อากาศเลวร้าย มีเมฆหมอกสีดำปกคลุม และมีเขียนบรรยายไว้ว่า "Fear changes everything - ความกลัวเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง" ผมคิดว่าคำนี้ค่อนข้างอธิบายหนังเรื่องนี้ได้ดีเลยทีเดียว เพราะทุกสิ่งในเรื่องนั้น เปลี่ยนแปลงด้วยความคิดของตัวละคร ด้วยความกลัว ความเชื่อมัน และหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้แก่ตนเอง
 
          หนังเรื่องนี้ มีการดำเนินเรื่องแบบเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะกับการที่ดูเพื่อเอาความมันส์หรือบู๊เลือดสาด แต่เป็นหนังที่ให้ข้อคิด แฝงข้อคิดให้คนดูสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ได้เพียงแค่ขายความมันส์ บันเทิง ไปสองสามชั่วโมง
 
          (Spoiler Alert) เริ่มเรื่องมา เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่ง คือครอบครัวเดรย์ตัน (Draytons) ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกชาย บ้านของพวกเขาเสียหายจากพายุอย่างหนัก ต้นไม้ล้มและทะลุผ่านเข้ามาทำให้กระจกแตก เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อ (เดวิด) ลูกชายและเพื่อนข้างบ้าน จึงเข้าเมืองไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต (ที่นี่คือที่ดำเนินเรื่องราวของเรื่องทั้งหมด) และแล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ เมฆหมอกสีขาวก็เข้ามาปกคลุมบริเวณโดยรอบทั้งหมด ทุกคนต่างก็สงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
 

(ผู้คนที่ติดอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต)
 
          ไม่นานต่อมา มีชายแก่วิ่งเข้ามาในร้าน มีเลือดไหลออกทางจมูก เขากล่าวว่าเพื่อนของเขาถูกสัตว์ประหลาดอยู่ในบ่อน้ำฆ่า ส่วนตัวเขาก็ถูกทำร้ายแต่หนีมาได้ทัน ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ชายแก่นั้นเห็นภาพหลอนและเพ้อเจ้อ
 
          สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สอนเรา เริ่มขึ้น เมื่อสาวคนหนึ่งขอความช่วยเหลือ เธอบอกว่า เธอต้องรีบกลับไปหาลูกของเธอที่อยู่ที่บ้าน ด้วยความเป็นห่วงลูก ลูกของเธออายุไม่กี่เดือน ซึ่งฝากพี่ชายอายุ 8 ขวบเลี้ยงไว้ เธอบอกพวกเขาว่าจะออกไปไม่นาน แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียว เธอจึงไม่กล้ากลับไป และก็ขอความช่วยเหลือจากผู้ชายในร้าน..
 
          หนังเรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าหมอก อสูรกายหรือสัตว์ร้ายนั้น แท้จริงแล้วคือก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ ไม่มีใครช่วยเธอ บางคนก็หลบสายตา  และเธอก็สาปแช่งทุกคนด้วยคำพูดที่ว่า "ขอให้พวกคุณไปลงนรกกันเสียให้หมด !"
 
          ในความเป็นจริงแล้ว หากเรามองจากมุมของทั้งสองฝ่าย ผู้ชายในร้านทุกคนต่างก็ต้องมีภาระหน้าที่ให้ทำ แต่ละคนต่างก็มีครอบครัวให้ดูแล ดังนั้นมันอาจไม่เป็นเรื่อง ที่จะต้องไปเสี่ยงชีวิตเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน.. ? ในทางกลับกัน มุมมองของผู้หญิง เธอก็คิดว่าทุกคนเป็นคนไร้น้ำใจ ไม่มีใครสงสารเธอทั้งๆที่เป็นผู้หญิง แต่กลับจะปล่อยเธอให้ไปเผชิญกับหมอกที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายใด ๆ อยู่..?
 
          นั่นแหละ คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็น ว่าแท้ที่จริง ในชีวิตคนเราแล้ว ไม่ได้มีฮีโร่หรือยอดมนุษย์ที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือให้เรา เหมือนอย่างในหนังหรือการ์ตูน สิ่งที่ทุกคนทำอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าหากพระเอกไปช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ เขาก็จะต้องทิ้งลูกของตนไว้ และถ้าหากเขาเป็นอะไรไป คนที่เดือดร้อนก็จะคือลูกชายของเขานั่นเอง..
 
          แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เหมือนที่มีคนเคยกล่าวเอาไว้ ว่าธาตุแท้ของคนเรานั้นจะแสดงออกมาให้เห็นในยามที่ยากลำบากที่สุด ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เป็นห่วงลูก ไม่ว่าเธอจะกลัวอันตรายมากเพียงไหน เธอก็ไม่ลังเลที่จะฝ่าหมอกไปเพื่อไปช่วยเหลือลูก ๆ ของตน และท้ายที่สุดแล้ว เธอและลูกๆก็รอด (เฉลยในตอนท้าย)
 
          อีกสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นนั่นก็คือ.. ความเชื่อ (พลังมวลชน) เหมือนอย่างที่เราเห็นเป็นเสื้อเหลือง-เสื้อแดง กันทุกวันนี้นั่นแหละครับ ในหนังกล่าวถึง คุณป้าคนหนึ่ง (ป้าคาร์โมดี้) เธอมีอาการค่อนข้างโรคจิต และมีอาการลัทธินิยม หลังจากที่หมอกปกคลุมซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้น เธอก็ได้แต่พูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุเพราะพระเจ้าลงโทษมวลมนุษย์ นี่คือวันอวสานโลก
 
          แน่นอน.. แม้ว่าในคราวแรกนั้น ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอ และมองว่าเธอเป็นโรคประสาท แต่เหมือนที่โปสเตอร์ของภาพยนตร์ได้เขียนเอาไว้ ว่าความกลัวเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง.. หลังจากที่ทุกคนในร้าน รู้แล้วว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ในหมอกจริง ทุกคนต่างตกอยู่ในความกลัว สิ้นหวังและไร้ที่พึ่ง สิ่งเดียวที่มนุษย์จะพึงมีได้เพื่อยับยั้งความกลัวนั้นก็คือ ความเชื่อ และ ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
 
(คุณนายคาร์โมดี้-คุณป้าบ้าศาสนา)
 
          การที่คุณนายคาร์โมดี้ (คุณป้าบ้าศาสนา) ได้พูดจากรอกหูเรื่อย ๆ พร้อมทั้งยกเอาคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลมากล่าวถึงเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ที่พวกเขาประสบอยู่ ไม่ว่าจะยังไง หลายๆคนก็ต้องเริ่มคล้อยตาม และหลงเชื่อในที่สุด และในทันทีที่คุณป้าบ้าศาสนาได้ก่อตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมา เธอก็เริ่มมีอำนาจในฝูงชนและเธอก็หาหนทางขจัดคนที่ไม่เลื่อมใสในตัวเธอออกไป
 
          พระเอกและพวกพ้องไม่กี่คนนั้น ไม่ได้เชื่อป้าบ้าศาสนาผู้นี้ แต่เกินกว่าครึ่งของฝูงชนนั้นเชื่อ และยึดมั่นในตัวและคำพูดของคุณป้า พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่คุณป้าทำนั้น เช่นการสังเวยชีวิตของนายทหาร (เธอกล่าวว่านายทหารเป็นเหตุที่ทำให้พระเจ้าลงโทษทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวเลยสักนิด) เป็นการ "ทำเพื่อพระเจ้า" และไม่ได้มองว่านั่นเป็นการทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะ ความเชื่อและแรงศรัทธาที่พวกเขามี
 

(คุณป้าคาร์โมดี้กล่าวหาว่านายทหารเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด)
 
          แต่ไม่ว่าอย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การทะเลาะวิวาทเนื่องจากมีความเห็นที่ต่างกัน เมื่อพวกของพระเอกพยายามที่จะหนีออกจากร้าน เพื่อขึ้นรถและขับหนีไป เพราะตัดสินใจได้แล้วว่า ออกไปต่อสู้ ถึงตายก็ยังดีกว่าอยู่ต่อไปอย่างไร้ความหวัง แต่คุณป้ากลับไม่ยอมให้พระเอกออกไป รวมทั้งกล่าวหาว่าพระเอกจะนำพาฝูงปีศาจมาสู่คนอื่น เธอจึงพยายามจะจับลูกชายของพระเอกไป แต่แล้วในที่สุดกลับเป็นเสียงปืนที่สยบฝูงชน และเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ลูกและพวกพ้อง คุณป้าคาร์โมดี้ถูกยิงตาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอนคนดูให้รู้ว่า "แม้จะคิดต่างกัน.. แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน"
 
(พวกพระเอกตัดสินใจหนีออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต)
 
          ท้ายที่สุดแล้ว พวกพระเอก (พระเอก ลูกชาย ผู้หญิงที่เจอในร้าน และคุณตา คุณยาย รวมแล้ว 5 คน) ก็ขับรถออกไปจากร้านได้อย่างปลอดภัย พระเอกขับรถกลับไปที่บ้าน และก็พบว่าภรรยาของเธอเสียชีวิตแล้ว (เนื่องจากกระจกที่บ้านแตกเพราะต้นไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้หมอกเข้าไปในบ้านได้ สัตว์ประหลาดจึงตามเข้าไป)
 

(สัตว์ประหลาดในหมอก)
 
          เขาตัดสินใจว่า พวกเขาจะขับรถหนีต่อไป เพราะอาจจะช่วยให้พวกเขาออกจากหมอกนี้ได้ จนกว่าน้ำมันในถังจะหมด และแล้วไม่นาน น้ำมันก็หมดลง พระเอกจึงยอมแพ้ และสิ้นหวัง จนนำไปสู่ฉากจบที่แสนจะสะเทือนใจ เขามีลูกปืนอยู่ 4 นัด สำหรับปลิดชีพคน 4 คน รวมถึงต้องฆ่าลูกชายของตนเองด้วย เพราะทุกคนคิดว่าได้สู้มาจนถึงวินาทีสุดท้ายแล้ว แตจำนวนลูกปืนไม่พอกับคนในรถ พระเอกจึงฆ่าทุกคน และออกมานอกรถ เพื่อฆ่าตัวตายโดยการให้สัตว์ประหลาดมากินแทน (ยอมทรมาน)

          ผมคิดว่านี่เป็นจุดจบของหนังที่เศร้ามากเรื่องหนึ่งตั้งแต่ที่ผมเคยดูมา เพราะต่อมาไม่นาน พระเอกก็ตะโกน เรียกร้องความสนใจให้อสูรกายมาฆ่า แต่แล้วสิ่งหนึ่งทีึ่โผล่พ้นหมอกเข้ามาหาเขา กลับเป็น รถถังคันหนึ่ง.. รถถังมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิต เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ถ้าหากพวกเขาไม่ยอมแพ้ และสู้ต่อไป พวกเขาก็จะรอดกันทั้งหมด แต่กลับถอดใจเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก..
 
          และในฉากสุดท้ายของเรื่อง หนังเรื่องนี้ก็ได้ฝากข้อคิดตัวโตๆไว้กับคนดูทุกคนว่า.. ถึงแม้ปัญหาที่เราพบเจอนั้น มันจะเลวร้ายหรือหนักหนาสักเพียงไหน ขอเพียงแค่เราอดทนไว้ให้ถึงที่สุด ไม่นาน ปัญหานั้นก็จะคลี่คลายได้เอง ดีกว่ายอมถอดใจ แล้วเราก็อาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้..
 
 
Bitter SherbetZ `
10.03.11