Movie

[Opinion] SuckSeed : ห่วยขั้นเทพ (2011)

posted on 20 Mar 2011 19:12 by bittersherbetz  in Movie
(โปสเตอร์หนังเรื่อง SuckSeed)
 
          ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า.. Entry ในครั้งนี้เป็นหมวดของ Opinion นั่นคือความคิดเห็นส่วนตัวของผมหลังจากที่ได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องใดๆมา ซึ่งจะไม่มีการ Spoil ใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการ Review ภาพยนตร์ ไม่ได้ออกมาเขียนในเชิงของวิเคราะห์ภาพยนตร์และข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์นะครับ..
 
          สวัสดีครับ ผมต้องบอกไว้ที่นี้เลยว่ส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบภาพยนตร์ทุกเรื่องของ GTH มาก - มากที่สุดเลยทีเดียว ผมคิดว่าค่ายหนังนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นสำหรับเรื่อง SuckSeed ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ GTH ในปี 2011 นี้ ผมจึงไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อยที่จะยอมเสียตังและเดินเข้าโรงหนังไป โดยไม่กังวลเลยว่าหนังจะออกมาแย่หรือทำให้ผมผิดหวัง
 
          และก็ตามคาดว่า SuckSeed ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังจริงๆ ระหว่างที่ผมดูเรื่องนี้ ผมรู้สึกอบอุ่นและสนุกไปกับการกระทำต่างๆของตัวละคร ซึ่งดูแล้วอยากจะพูดออกมาว่า "ใช่เลย ! นี่แหละชีวิตมัธยมปลาย"
 
(วง SuckSeed)
 
          ผมเชื่อว่า(เกือบ)ทุกคน คงจะเคยผ่านชีวิตมัธยมปลายกันมาแล้ว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าจะมีอยู่นั่นก็คือ ดนตรีและมิตรภาพ ตอนแรกผมคิดไว้เลยว่า หนังเรื่องนี้น่าจะออกแนวความรักหนุ่มสาว ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย SuckSeed สื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า Focus ของเรื่องนั้นพุ่งตรงไปที่มิตรภาพของความเป็นเพื่อนซึ่งตัดกันไม่ขาดไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่า SuckSeed จะมีจุดขายแค่ที่เรื่องดนตรีและมิตรภาพ ถึงแม้ว่าเรื่องราวความรักของตัวพระเอกและนางเอกจะไม่ได้โดดเด่นมาก แต่หนังกลับสร้างความรักของทั้งคู่ออกมาให้ดูกุ๊กกิ๊กน่ารักใสๆแทน
 
          สิ่งหนึ่งที่ประทับใจในหนังเรื่องนี้คือความตลกขบขันของเรื่อง ที่ไม่ใช่ตลกร้ายหรือตลกที่ต้องใช้คำพูดถ้อยคำที่หยาบคาย หรือแสดงออกด้วยการกระทำที่รุนแรง แต่เป็นความตลกที่ดูน่ารักใสๆไปอีกแบบนึง ตัวหนังสอดแทรกมุกตลกไปเล็กๆ เป็นความตลกของวัยรุ่น 3 คน (เป็ด-เก้า จิรายุ,คุ้ง-พีช พชร,เอ็กซ์-เอิร์ธ ธวัช) ซึ่งผมคิดว่าทั้ง 3 คนนี้จะต้องเป็นนักแสดงที่โด่งดังแน่นอนในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ เพราะฝีมือการแสดงถึงแม้สำหรับบางคนอาจจะเพิ่งเคยเล่นเป็นเรื่องแรก แต่ฝีมือการแสดงบอกได้คำเดียวว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ
 
(พี่ปู Blackhead มาประกอบฉากด้วย)
 
          ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเพลงและดนตรีอย่างมาก ซึ่งผมรู้สึกประทับใจกับการเลือกใช้เพลงมาประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ และการเลือกใช้เพลงมาประกอบตามฉากต่างๆซึ่งเป็นไปตามอารมณ์ของตัวละครนั้นๆ เช่นเพลง ยิ่งโตยิ่งน่ารักของ BlackHead น้ำตาของ BigAss (ฯลฯ ไปดูกันเอาเองนะจ๊ะ) และยังมีการนำศิลปินมาประกอบฉากนั้นด้วย (ฮาจริงๆ)
 
(แอนิเมชั่นแนะนำวงดนตรีในเรื่อง)
 
          มิใช่เพียงการแสดงของนักแสดงเท่านั้น แต่ฝ่ายเบื้องหลัง ผู้ที่ทำแอนิเมชั่นของเรื่องนี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบ ผมคิดว่าเขามีไอเดียดีมากๆที่ใช่รูปภาพในลักษณะของภาพวาดลายเส้นปากกา (อย่างที่พวกเราวาดกันเวลาว่าง) หรือคล้ายๆแนว Doodles ผมคิดว่าเป็นการนำเสนอเรื่องแบบที่ค่อนข้างเรียกความสนใจได้ดีเลยทีเดียว
 
          สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่อง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ผมคิดว่าสำหรับคนที่ชื่นชอบหนังแนวใสๆ ไปดูแบบสบายใจ หวังผ่อนคลาย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนึงที่น่าสนใจเลยทีเดียว อยากให้คนไทยช่วยกันสนับสนุนหนังไทยนะครับ ถ้าไทยไม่ดูหนังไทย แล้วใครจะดูหนังไทย ? ลาไปก่อนครับสวัสดีครับ
 
(เอิญ - แนท ณัฐชา นางเอก)
 
ปล.น้องแนท ณัฐชา ลูกแหลม เมอริสัน (นางเอก) น่ารักมาก (ฮา) เกี่ยวมั้ย !?
ปล2.ฝากภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ GTH เข้าต่อจาก SuckSeed นะครับ (28 เมษายน) เป็นหนังผีเรื่องใหม่นะครับ ชื่อเรื่อง ลัดดาแลนด์ (ดู Teaser จากโฆษณาในโรงภาพยนตร์) น่าดูมาก ชอบหนังผีของ GTH สุดๆ
 
 
Bitter SherbetZ `
20.03.11
(โปสเตอร์หนังเรื่อง The Mist)
 
          เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา.. ด้วยความเบื่อที่ต้องอยู่บ้านทั้งวัน ผมจึงตัดสินใจออกไปเช่าหนังมาดูสักเรื่องแก้เบื่อ ระหว่างเดินเลือกอยู่นั้นก็ไปสะดุดตากับเรื่องหนึ่ง จึงเลือกเรื่องนั้นมาดู ซึ่งก็คือเรื่อง The Mist : มฤตยูหมอกกินมนุษย์ (หนังค่อนข้างเก่า ปี 2007 หลาย ๆ คนอาจดูแล้วก็ขออภัยด้วย) สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดู แล้วชื่นชอบภาพยนตร์ประเภท Thriller / Sci-Fi / Horror ผมมั่นใจได้เลยว่า หนังเรื่องนี้ต้องถูกใจคุณอย่างแน่นอน..
 
          แผ่นป้ายโฆษณาของหนังเรื่องนี้เป็นรูปของชายคนหนึ่งผู้เป็นพ่อ อุ้มลูกไว้ในอ้อมกอด มองออกไปนอกหน้าต่าง ในวันที่อากาศเลวร้าย มีเมฆหมอกสีดำปกคลุม และมีเขียนบรรยายไว้ว่า "Fear changes everything - ความกลัวเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง" ผมคิดว่าคำนี้ค่อนข้างอธิบายหนังเรื่องนี้ได้ดีเลยทีเดียว เพราะทุกสิ่งในเรื่องนั้น เปลี่ยนแปลงด้วยความคิดของตัวละคร ด้วยความกลัว ความเชื่อมัน และหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้แก่ตนเอง
 
          หนังเรื่องนี้ มีการดำเนินเรื่องแบบเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะกับการที่ดูเพื่อเอาความมันส์หรือบู๊เลือดสาด แต่เป็นหนังที่ให้ข้อคิด แฝงข้อคิดให้คนดูสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ได้เพียงแค่ขายความมันส์ บันเทิง ไปสองสามชั่วโมง
 
          (Spoiler Alert) เริ่มเรื่องมา เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่ง คือครอบครัวเดรย์ตัน (Draytons) ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกชาย บ้านของพวกเขาเสียหายจากพายุอย่างหนัก ต้นไม้ล้มและทะลุผ่านเข้ามาทำให้กระจกแตก เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อ (เดวิด) ลูกชายและเพื่อนข้างบ้าน จึงเข้าเมืองไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต (ที่นี่คือที่ดำเนินเรื่องราวของเรื่องทั้งหมด) และแล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ เมฆหมอกสีขาวก็เข้ามาปกคลุมบริเวณโดยรอบทั้งหมด ทุกคนต่างก็สงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
 

(ผู้คนที่ติดอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต)
 
          ไม่นานต่อมา มีชายแก่วิ่งเข้ามาในร้าน มีเลือดไหลออกทางจมูก เขากล่าวว่าเพื่อนของเขาถูกสัตว์ประหลาดอยู่ในบ่อน้ำฆ่า ส่วนตัวเขาก็ถูกทำร้ายแต่หนีมาได้ทัน ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ชายแก่นั้นเห็นภาพหลอนและเพ้อเจ้อ
 
          สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สอนเรา เริ่มขึ้น เมื่อสาวคนหนึ่งขอความช่วยเหลือ เธอบอกว่า เธอต้องรีบกลับไปหาลูกของเธอที่อยู่ที่บ้าน ด้วยความเป็นห่วงลูก ลูกของเธออายุไม่กี่เดือน ซึ่งฝากพี่ชายอายุ 8 ขวบเลี้ยงไว้ เธอบอกพวกเขาว่าจะออกไปไม่นาน แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียว เธอจึงไม่กล้ากลับไป และก็ขอความช่วยเหลือจากผู้ชายในร้าน..
 
          หนังเรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าหมอก อสูรกายหรือสัตว์ร้ายนั้น แท้จริงแล้วคือก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ ไม่มีใครช่วยเธอ บางคนก็หลบสายตา  และเธอก็สาปแช่งทุกคนด้วยคำพูดที่ว่า "ขอให้พวกคุณไปลงนรกกันเสียให้หมด !"
 
          ในความเป็นจริงแล้ว หากเรามองจากมุมของทั้งสองฝ่าย ผู้ชายในร้านทุกคนต่างก็ต้องมีภาระหน้าที่ให้ทำ แต่ละคนต่างก็มีครอบครัวให้ดูแล ดังนั้นมันอาจไม่เป็นเรื่อง ที่จะต้องไปเสี่ยงชีวิตเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน.. ? ในทางกลับกัน มุมมองของผู้หญิง เธอก็คิดว่าทุกคนเป็นคนไร้น้ำใจ ไม่มีใครสงสารเธอทั้งๆที่เป็นผู้หญิง แต่กลับจะปล่อยเธอให้ไปเผชิญกับหมอกที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายใด ๆ อยู่..?
 
          นั่นแหละ คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็น ว่าแท้ที่จริง ในชีวิตคนเราแล้ว ไม่ได้มีฮีโร่หรือยอดมนุษย์ที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือให้เรา เหมือนอย่างในหนังหรือการ์ตูน สิ่งที่ทุกคนทำอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าหากพระเอกไปช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ เขาก็จะต้องทิ้งลูกของตนไว้ และถ้าหากเขาเป็นอะไรไป คนที่เดือดร้อนก็จะคือลูกชายของเขานั่นเอง..
 
          แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เหมือนที่มีคนเคยกล่าวเอาไว้ ว่าธาตุแท้ของคนเรานั้นจะแสดงออกมาให้เห็นในยามที่ยากลำบากที่สุด ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เป็นห่วงลูก ไม่ว่าเธอจะกลัวอันตรายมากเพียงไหน เธอก็ไม่ลังเลที่จะฝ่าหมอกไปเพื่อไปช่วยเหลือลูก ๆ ของตน และท้ายที่สุดแล้ว เธอและลูกๆก็รอด (เฉลยในตอนท้าย)
 
          อีกสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นนั่นก็คือ.. ความเชื่อ (พลังมวลชน) เหมือนอย่างที่เราเห็นเป็นเสื้อเหลือง-เสื้อแดง กันทุกวันนี้นั่นแหละครับ ในหนังกล่าวถึง คุณป้าคนหนึ่ง (ป้าคาร์โมดี้) เธอมีอาการค่อนข้างโรคจิต และมีอาการลัทธินิยม หลังจากที่หมอกปกคลุมซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้น เธอก็ได้แต่พูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุเพราะพระเจ้าลงโทษมวลมนุษย์ นี่คือวันอวสานโลก
 
          แน่นอน.. แม้ว่าในคราวแรกนั้น ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอ และมองว่าเธอเป็นโรคประสาท แต่เหมือนที่โปสเตอร์ของภาพยนตร์ได้เขียนเอาไว้ ว่าความกลัวเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง.. หลังจากที่ทุกคนในร้าน รู้แล้วว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ในหมอกจริง ทุกคนต่างตกอยู่ในความกลัว สิ้นหวังและไร้ที่พึ่ง สิ่งเดียวที่มนุษย์จะพึงมีได้เพื่อยับยั้งความกลัวนั้นก็คือ ความเชื่อ และ ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
 
(คุณนายคาร์โมดี้-คุณป้าบ้าศาสนา)
 
          การที่คุณนายคาร์โมดี้ (คุณป้าบ้าศาสนา) ได้พูดจากรอกหูเรื่อย ๆ พร้อมทั้งยกเอาคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลมากล่าวถึงเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ที่พวกเขาประสบอยู่ ไม่ว่าจะยังไง หลายๆคนก็ต้องเริ่มคล้อยตาม และหลงเชื่อในที่สุด และในทันทีที่คุณป้าบ้าศาสนาได้ก่อตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมา เธอก็เริ่มมีอำนาจในฝูงชนและเธอก็หาหนทางขจัดคนที่ไม่เลื่อมใสในตัวเธอออกไป
 
          พระเอกและพวกพ้องไม่กี่คนนั้น ไม่ได้เชื่อป้าบ้าศาสนาผู้นี้ แต่เกินกว่าครึ่งของฝูงชนนั้นเชื่อ และยึดมั่นในตัวและคำพูดของคุณป้า พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่คุณป้าทำนั้น เช่นการสังเวยชีวิตของนายทหาร (เธอกล่าวว่านายทหารเป็นเหตุที่ทำให้พระเจ้าลงโทษทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวเลยสักนิด) เป็นการ "ทำเพื่อพระเจ้า" และไม่ได้มองว่านั่นเป็นการทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะ ความเชื่อและแรงศรัทธาที่พวกเขามี
 

(คุณป้าคาร์โมดี้กล่าวหาว่านายทหารเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด)
 
          แต่ไม่ว่าอย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การทะเลาะวิวาทเนื่องจากมีความเห็นที่ต่างกัน เมื่อพวกของพระเอกพยายามที่จะหนีออกจากร้าน เพื่อขึ้นรถและขับหนีไป เพราะตัดสินใจได้แล้วว่า ออกไปต่อสู้ ถึงตายก็ยังดีกว่าอยู่ต่อไปอย่างไร้ความหวัง แต่คุณป้ากลับไม่ยอมให้พระเอกออกไป รวมทั้งกล่าวหาว่าพระเอกจะนำพาฝูงปีศาจมาสู่คนอื่น เธอจึงพยายามจะจับลูกชายของพระเอกไป แต่แล้วในที่สุดกลับเป็นเสียงปืนที่สยบฝูงชน และเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ลูกและพวกพ้อง คุณป้าคาร์โมดี้ถูกยิงตาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอนคนดูให้รู้ว่า "แม้จะคิดต่างกัน.. แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน"
 
(พวกพระเอกตัดสินใจหนีออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต)
 
          ท้ายที่สุดแล้ว พวกพระเอก (พระเอก ลูกชาย ผู้หญิงที่เจอในร้าน และคุณตา คุณยาย รวมแล้ว 5 คน) ก็ขับรถออกไปจากร้านได้อย่างปลอดภัย พระเอกขับรถกลับไปที่บ้าน และก็พบว่าภรรยาของเธอเสียชีวิตแล้ว (เนื่องจากกระจกที่บ้านแตกเพราะต้นไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้หมอกเข้าไปในบ้านได้ สัตว์ประหลาดจึงตามเข้าไป)
 

(สัตว์ประหลาดในหมอก)
 
          เขาตัดสินใจว่า พวกเขาจะขับรถหนีต่อไป เพราะอาจจะช่วยให้พวกเขาออกจากหมอกนี้ได้ จนกว่าน้ำมันในถังจะหมด และแล้วไม่นาน น้ำมันก็หมดลง พระเอกจึงยอมแพ้ และสิ้นหวัง จนนำไปสู่ฉากจบที่แสนจะสะเทือนใจ เขามีลูกปืนอยู่ 4 นัด สำหรับปลิดชีพคน 4 คน รวมถึงต้องฆ่าลูกชายของตนเองด้วย เพราะทุกคนคิดว่าได้สู้มาจนถึงวินาทีสุดท้ายแล้ว แตจำนวนลูกปืนไม่พอกับคนในรถ พระเอกจึงฆ่าทุกคน และออกมานอกรถ เพื่อฆ่าตัวตายโดยการให้สัตว์ประหลาดมากินแทน (ยอมทรมาน)

          ผมคิดว่านี่เป็นจุดจบของหนังที่เศร้ามากเรื่องหนึ่งตั้งแต่ที่ผมเคยดูมา เพราะต่อมาไม่นาน พระเอกก็ตะโกน เรียกร้องความสนใจให้อสูรกายมาฆ่า แต่แล้วสิ่งหนึ่งทีึ่โผล่พ้นหมอกเข้ามาหาเขา กลับเป็น รถถังคันหนึ่ง.. รถถังมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิต เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ถ้าหากพวกเขาไม่ยอมแพ้ และสู้ต่อไป พวกเขาก็จะรอดกันทั้งหมด แต่กลับถอดใจเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก..
 
          และในฉากสุดท้ายของเรื่อง หนังเรื่องนี้ก็ได้ฝากข้อคิดตัวโตๆไว้กับคนดูทุกคนว่า.. ถึงแม้ปัญหาที่เราพบเจอนั้น มันจะเลวร้ายหรือหนักหนาสักเพียงไหน ขอเพียงแค่เราอดทนไว้ให้ถึงที่สุด ไม่นาน ปัญหานั้นก็จะคลี่คลายได้เอง ดีกว่ายอมถอดใจ แล้วเราก็อาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้..
 
 
Bitter SherbetZ `
10.03.11